หรีดหริ่งเรไรร้องระงมมา…บ่งบอกสัญญาณว่าถึงเวลานอน..ราตรีนี้มีแค่เพียงตัวเรา..หากจะยึดเอาเรื่องราวที่ผ่านมา คงจะเป็นได้..แค่เพียงเรื่องราวก่อนนิทรา..ก้มลงกราบหมอนวันทา..ขอนิทรานี้..ประสพพบแต่เรื่องราวที่ดีๆ…

เรไรคือ..สิ่งที่ท่านเห็นอยู่ในภาพ..ด้านซ้าย…
บาตรมุกทำจากเปลือกหอย..คือภาพด้านขวา..มีที่มาจากเรื่องราวเดียวกัน….

จั๊กจั่นร้องระงมยามกลางวัน…เซ็งแซ่จนหนวกหูหากตั้งใจสนทนากัน..แต่เสียงจั๊กจั่นกลับมีประโยชน์ตอนนั่งพิจารณาและทบทวนธรรมชาติ…โดยลำพัง..

ทำไมจั๊กจั่น ถึงต้องมาฝังตัว..ในดิน..เปลี่ยนชื่อเป็น…เรไร..ออกดอกเป็นต้นพืชที่ไร้ใบ…ในอีกภพนึงเรียกว่า..กัลปพฤกษ์..มีเสียงในยามค่ำคืน…

ผู้ปฏิบัติที่เดินท่องเที่ยวหาสัปปาญะ..จะคุ้นเคยในเสียงของเราไรเป็นอย่างดี…เสียงเหล่านี้..จะแสดงถึงความเงียบที่สมบูรณ์…ความเยือกเย็นที่เป็นสุข..เพราะผู้ที่ได้ยินเสียงนี้..จิตจะเคลิ้ม..เข้าภวังค์..สงบในขณิกะสมาธิได้ง่าย…

ดอกไม้พระอริยสงฆ์…คือกุศลที่จั๊กจั่นเลือกฝังตัวในดิน…แม้เกิดมามีเวลาสั้นไป แต่จั๊กจั่นก็ยังมีอานิสงส์ในตัวตนเองก่อนตาย….ให้ความหมาย เสมือนสะพานไม้จันทน์ที่ข้ามวัฏฏะสงสารน้อยใหญ่…ใช่แล้วๆๆ..นี่คือวาระจิตของผู้ทรงในธรรม..เขาไม่เสแสร้งเพื่อให้ใครนิยม..เวลาเขานั้นมีค่า..เพราะเขาตั้งในสติปัฏฐาน…ดำเนินชีวิตโดยวิบากแห่งกรรม….เธอล่ะ..ดำเนินชีวิตแบบใหน…ถึงได้สนใจแต่เรื่องคนอื่น…เธอมีสุขในใจตนแล้วรึ…ถึงได้เที่ยว..เปรียบเปรย..เย้ยหยัน..เสมือนรู้ดีรู้ชั่ว..แต่พาตัวตกอบายภูมิ..อันเป็นแดนร้อนระอุอบอ้าว..ไม่เสบย…

ร่างกายตายแล้ว..ก็ฝังกลบหรือทำลายทิ้ง…หากจะมีร่างกายใหม่..ต้องไม่ใช่ธาตุ ทั้ง 4 หรอกนะ..แต่เป็น..สัญานุปาทาน..เป็นอาการเป็นจริต..เป็นความคิดดีหรือชั่ว…เธอสร้างรูปเปตร..รูปสัตว์นรกด้วยสมมุติฐานในกายมนุษย์..เช่นนั้นรึ..เธอเองก็รู้ดี..ว่าร่างกายนี้..มีไว้แค่หามไปป่าช้า..แล้วทำลาย…ย่อมไม่มีอีกเพื่อไปเป็นสิ่งใดไปได้.อีกเลย…แต่ที่เป็นสัตว์นรกที่เป็นเปตรอสุระกาย..คือความคิดและจิตใจต่างหากเล่า….

เรากล่าวมาถึงตรงนี้…คงจะรู้แล้วนะ..ว่า..สวรรค์และนรก..ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีใครสาปแข่งใคร..แต่เกิดขึ้นในเรือนดวงจิตดวงใจ…ของแต่ละผู้คน…

ปัจจัตตัง..ย่อมจำแนกสุขทุกข์ดีชั่ว..อย่าเสียเวลากับเรื่องไกลดวงจิตดวงใจของตนเองเลย…

เธอหาพวกไปส่งเธอที่ป่าช้ารึ…พวกเขากล้าไปนรกกับเธอมั๊ยล่ะ..คือทุกข์ในจิตตรอมตรมในใจ…
กับเธอ…เราไม่ได้มาเล่าเรื่องราว..อดีต..ไม่ได้มาขีดเขียนปัจจุบันที่ไม่เที่ยง…ไม่ได้เอาเรื่องอนาคตมาเพ้อ…ไม่ได้รู้จักเธอ..เรียกตัวตนว่าเป็นฉัน…เราไม่ได้ให้ความสำคัญผู้ใด..ไม่มีใครอยู่ในใจของเรา…เราไม่ปรารถนาจะให้ใครได้ไกล้เราอีก…เลยทิ้งปีก.
.มุดลงดิน…เปลี่ยนนามจั๊กจั่น..เป็นเรไร..ให้เสียงเป็นสะพานข้าม…ฟากแห่งวัฏฏะสงสาร…นั่นคือเรา….” เรไร “

ส่วนบาตรมุกนั้นคืออธิษฐาน..ของ “เรไร…”

เราได้ใส่บาตรพระอริยสงฆ์..ด้วยสรรพสำเนียง….