นางกุลานั้นแสร้งเป็นโสนน้อย เพราะอิจฉาในวาสนาของโสนน้อย
ไม่ได้มีความพยาบาทผูกโกรธมาแต่กาลก่อนหนหลัง..
ความที่ด้อยกว่า ความที่ปัญญาน้อย..
ไม่สามารถจะระลึกสำเนียกในบุญคุณที่โสนน้อยได้ชุบชีวิต
อวิชชาปิดมืดมิดไร้แสงกรปรความอยากมีเพราะขาดแคลนแล้งแค้น…
ความอยากเด่นเพราะอัปลักษณ์ในสะรีระ อยากเป็นคนสำคัญ..ความอยากๆๆ

กล่าวคือนางตัณหาที่ร่ายรำ คือ ความริษยา
นางราคะที่อวดโฉม…คือถือดียึดเอาว่าเลิศในกามคุณทั้ง 5
เยื่องหมู่หนอนที่นอนเนื่องในปฏิกูล..ยังชาติภพให้เธอได้มาพบเราในครานี้…

อสุระๆภูติคือ ภูมิก่อนได้มาเกิดเป็นชะนี…
กาลกิณี..ผู้หลงกามนำพาให้เกิดเป็นอสุระภูติ…สมคบชู้วางยาสามี..
มักมากในกาม..แต่ชอบทำทานสร้างบุญในสาธารณะทำให้มีกายเฉิดฉาย
เป็นอาหารอันโอชะของเหล่าภูติที่กลักขละในกามา…

คราต่อมาสมคบพญามาร มาทำลายกลั่นแกล้ง สมณะผู้ทรงศีลให้ละความเพียร..
แม้ในคราองค์วิปัสสี ยังคงร่วมกันกับสมุนโจรสมอ้างเป็น..มณีรัตนา…
ก่อสร้างบาป…เวรร่วมกัน…ยังนุ่งหนังพญาเต่าเรือน เป็นอาภรณ์
ยังเห่าหอนตอนพระโพธิสัตว์ อวโลกิเตศวร
ยังทำกิจ..ร่วมหมู่มิตรกินเนื้อ…ผู้มีคุณพารอดตาย..จากมหรรณพในครา วิบัติโลก
นี่แลๆคือบาปเวรของเธอ…

จริงอยู่เราเคยอนาทรแก่เธอคราสมัยเดินเท้าร่วม..
หากแต่เพียงเธอสมอ้างว่าเป็น…มณีรัตนา..สักเพียงนั้นเอง…
เราจักถือเอาเหตุที่เกี่ยวข้องกับเรา..เป็นสักเพียง..รอยเท้า..บนผืนทราย….เพียงนี้เอง….
เราจักกล่าวกับเธอด้วยคำสั้นๆ ว่า “แค่นี้นะ” สุวรรณราช