กรรมคือเรื่องส่วนเฉพาะตน..
หากจะนำมาปะปนเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กันนั้นก็ยากอยู่นะ..สุวรรณราช…
เพราะกรรมบท มีอยู่โดยสัณฐานนั้นมีอยู่ 3 ช่องทาง..
คือ กายกรรม ,วจีกรรม,และมโนกรรม..อันเป็นเหตุเฉพาะตน
ดังคำสอนในพระศาสดา โดยชาฎก ว่า ปัจจัตตังเวทิตัปโพ..วิญญูหิติ..ดังนี้.เป็นต้น..

เวรคือกิจกรรมอันเกิดขึ้นร่วมกัน
ย่อมจะต้องมีเหตุอันเกี่ยวพันธ์ เช่น สถานที่,บุคคล,และสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการดำรงค์ชีวิต
ในแต่ละปริเฉทๆ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แต่ละตอนๆที่ได้เกิดมาเป็น..
ตามภาษาที่เข้าใจง่ายไปคือ แต่ละชาติภพนั้นเอง… นั้นแล
คือ สาธยายในบทนี้นะ..สุวรรณราช..
แม้พระตถาคตยังต้องใช้เหตุเหล่านี้เพื่อร่วมเกิดในโลกิยะภูมิ..

“น้องหญิงเอ๊ย…เธอใช้สัญญาใดๆเล่า..กล่าวถึงเรา..ว่าได้เกี่ยวข้องกับเรา…”
สุวรรณราชถามนางชะนีน้อยตัวหนึ่ง..ที่ร้องเรียกสุวรรณราช..ว่า..ผัวๆๆๆๆ..
แล้วจ้องมาด้วยสายตาดีใจอย่างเหลือล้น..
เวรใดรึๆชะนีน้อยที่เธอร้องเรียกชื่อเรา..ว่า..ผัวๆๆๆๆเช่นนี้..
ขณะที่สามีอันเป็นที่รักของเธอกำลังนั่งแยกเขี้ยวด้วยความโกรธอยู่…
เธอจงได้ยินเสียงของเราในประเดี๋ยวหนึ่งด้วยอานุภาพแห่งเวรเก่า..ของเธอ
หากเธอมีต่อเรานะ…ชะนีน้อยเอ๋ย…
โอกาสนี้..เราจักกล่าวเวรอันเป็นเหตุของเธอที่เป็นเช่นรอยเท้าบนผืนทราย..
ที่เคยพบเห็นเรา..เพื่อลบรอยสัญญาอันจะสร้างเวทนาแก่จิตใจของเธอ…
ขณะที่เรากล่าวโดยลำดับนั้น หากเธอแสดงการโต้ตอบ หรือสามีของเธอสำแดงทีท่า
เราจักปิด ที่กำลังดำเนินอยู่ทันที..และจักปิดการพบเห็นและความเกี่ยวข้องทุกๆช่องทาง
แล้วมอบทุกอย่างให้พระกาฬคือกาลเวลาโดยวิบาก ดำเนินการต่อไป

เชิญท่านพุทธบริษัททั้งหลาย พึงพิจารณาสาธยายอันสมควรด้วยเหตุผล เถิด ฯลฯ
ผู้เกี่ยวข้องกับเราจักได้ ทราบความต่อ…ในตอน..ต่อจากนี้….