แต่คราก่อน นั้น..มีมฆะมานพหนุ่ม…น้อย..ผู้มุ่งหวังในธรรมอันปราณีต..สมควรแก่จริตแห่งตน..
ด้วยเหตุ ที่เขาได้เห็นความวุ่นวาย.และหดหู่ใจ..ของมนุษย์ด้วยกัน เปรียบเสมือน ตัวเองยืนอยู่ท่านมกลาง..คนวิกลจริต .ในแต่ละวันนั้น..เสียงฉอเลาะพร่ำพรอดบอกรักกัน อย่างดูดดื่ม เสียงก่นด่า..สาปแช่ง..สารพัด..เสียงคร่ำครวญอาลัย..เสียใจ..ระคน..เสียงบ่นสถท..พูดเสียดแทง…
เสียง.ขับร้อง.ตะโกนก้อง..บอกโลกนี้..ช่างสุขสันต์..เสียง..ตีรันฟันแทงแก่งแย่งกัน..ดั่งหมู่สัตว์..
เสียงคำปลอบ บ้างยกยอ..บ้างสอพลอ..หลอกล้อ..เล่นหน้าตา…โหยหวล..ครางระงม.เป็นเสียงหมา..เห่า..หอนรับช่วง…ย่ำค่ำลง…นกการ้อง..
บินกลับรัง..หมู่คนบางหมู่ ก้มหน้าเดิน ต่อแถว.
.ออกจากหมู่บ้าน ไปที่ชายป่า…เสียงร้องให้..ของภรรยา..อาลัย..ผัว..ที่ถูกหาม..ไปป่าช้า..
นี่แหละ..โลก..น่าพิศมัย..ของคนใหม่ๆ..ที่ยังไม่รู้…
คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า..บ้างก็พูด..แต่แค่คำพูดนะ..เอาเข้าจริงๆ..ไม่มีใคร…คิดแบบที่พูดเลย..จนต้องให้..กาวเวลา มาพรากกระชากไป…ด้วยความตาย…
นี่แหละ..เหตุ..ที่มฆะมานพ..สังเวช..นี่แหละ..ที่มา..มหาเทวา..นาม..อัมรินทร์..เคยดำริห์..
สมควรหรือสมควรหลู่..พึงตรองดู..
บทต่อไป เรามาดูว่ากฐิน..มีอานิสงค์..มากขนาดใด….?..