บทที่1(ตอน 2.). ศีล.อันประกอบไปด้วย.ความบริบูรณ์
ปุจฉา(ถาม) พระอาจารย์..เหตุใดเล่า..เราถึงได้มาพบกัน.แม้แต่ผู้เคยผูกพยาบาทและเหตุใด…ภาวนา.ของผู้มีจิตจำนงค์..ในกุศล.จึงไม่ส่งผล.บำรุง.กำลังใจ..
เพื่อเสริมความเพียร..รังแต่อุปสรรค์..มากมายนานัปการ..ขัดขวาง.จนยังความโลเล.และเกิดความสงสัยในภาวนา.และความเพียรนั้น..มีเหตุแต่กาลหลังเกี่ยวข้อง..เช่นไร..?..
ขอพระอาจารย์พึง..อนุเคราะห์ด้วยเถิด…(ปุจฉา)
วิสัชนา(ตอบ) มานพน้อยและกัลยาลิณีเอ๋ย..
พรหมจรรย์นั้นเสมอนภากาศ…อันปราศจาคเมฆหรือหมอกมาบดบังได้..ก็สักแต่เพียงเพลาใดเพลาหนึ่งเท่านั้น…กติกาแห่งกาลเวลา..ย่อมเที่ยงตรงเสมอ..เธอทั้งหลาย..พึงวางใจเถิด..ย่อมเที่ยงตรง..
เสมอๆ. ผ้าสีขาวๆกับผ้าสีดำๆ..ที่เป็นผืนเดียวกันนั้น..ก็นับเอาสถานะของกาลเวลา.เธอว่าจริงหรือไม่ล่ะ..ได้ดั่งใจ..ใครก็อยากสม..แต่..เธอควรเคารพกฏแห่งวัฏฏะสงสารด้วยเถิด…เธอไม่เคยเป็นผู้ถือโกรธเลยรึ..ที่จะได้ไม่พบพาล..ผู้มาเพียรทำให้โกรธ..
พึงตรองเถิดๆ..
ภาวนานั้น..ย่อมสมบูรณ์และให้ผลในปัจจุบัน..คือสติสมบูรณ์(ระลึกได้ๆ) สัมปัชชัญญะสมบูรณ์( รู้ตัวอยู่เสมอๆ) นี้ต่างหากผลของภาวนา..ส่วน.
นานัปการัสะ..อสุจิโณ..นั้นๆ เป็นอากัปกิริยาแห่ง
วิบาก..ย่อม..สำแดงอาการ.กำเริบ.เพียงเพื่อเป็น..บันไดให้เธอทั้งหลายได้ก้าวขึ้นไปที่สูง..
โดยลำดับ..เหมือนคำกล่าวที่ว่า…
“มารไม่มี..บารมีไม่เกิด” นั้นแล..คือบริบท..ของการปรารภความเพียร..มานพน้อย..และกัลยาลิณีเอ๋ย..พึงน้อมรับ..สาระธรรม..อันสมบูรณและบริบูรณ์เถิดนะ…วิสัชนา…สาธุๆสาธุ๊..กล่าวเถิด..คำๆนี้..เพราะแปลว่า..ดีแล้วๆเจริญแล้วๆ..เถิดเธอเอ๋ย..เจริญในสาระธรรมจ้า…😊😊😊😊😊😋